วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ธุรกิจเครือข่าย MLM กับ แชร์ลูกโซ่ ต่างกันอย่างไร 1 - มุมมอง/ข้อคิด | ผู้เขียน อ.ธนกร |


คำถามมีอยู่ว่า
ธุรกิจ MLM หลักการคือ เอาเงินคนข้างล่างมาจ่ายคนข้างบนและจากยอดซื้อประจำของสมาชิกที่แบ่งจ่ายกันไปตามแผนการตลาด และถ้ามีสินค้าก็มองว่าถูกกฎหมาย ถ้าไม่มีสินค้าก็มองว่าผิด ดังนั้นคนที่เห็นข้อมูล MLM ของบางบริษัทที่ไม่เน้นสินค้า จึงเหมารวมว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ผิดกฎหมาย แต่จริงๆ แล้ว MLM กับแชร์ลูกโซ่ก็อันเดียวกัน ใช่หรือเปล่าครับ
ประเด็นของคุณสุวิทย์ คงเคยเห็นหลายคน ตราหน้าธุรกิจ MLM ที่ไม่มีสินค้าว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ความเข้าใจของคุณสุวิทย์ ก็คิดว่ามันก็หลักการเดียวกันกับธุรกิจ MLM ที่มีสินค้า ถ้ามีคนว่าว่าธุรกิจแบบแรกเป็นแชร์ลูกโซ่ อย่างนี้ธุรกิจ MLM ทั่วไปก็เป็นแชร์ลูกโซ่ด้วยสิ ผมไม่แน่ใจว่าในส่วนลึกแล้ว คุณสุวิทย์ มองธุรกิจ MLM ทั่วไปว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือกลับกัน..มองว่า ธุรกิจ MLM ที่ไม่มีสินค้านั้นไม่เป็นแชร์ลูกโซ่หรอก
ต่อไปนี้คือความเห็นส่วนตัวของผมครับ
ผมคิดว่าธุรกิจ MLM ที่ถูกต้องนั้น ต้องมีสินค้าที่ราคาเหมาะสมกับคุณภาพ และมีสมาชิกซื้อสินค้าต่อเนื่องเป็นประจำ แล้วบริษัทนำส่วนต่าง (กำไร – ที่บางส่วนเคยจะต้องไปใช้จ่ายในการโฆษณา) ไปจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิกด้านบน (ที่แนะนำคนข้างล่างเข้ามา) ผมไม่นับว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ มิฉะนั้นแล้ว ถ้าเรามองธุรกิจอื่นทั่วไปบ้างล่ะ … ถ้าผมตั้งบริษัทขึ้นมา จ้างเซลล์แมนมาขายของ ถ้าขายได้ ผมให้เปอร์เซนต์คอมมิชชั่น ผมเอาเงินกำไรที่ได้จากการขายสินค้าจ่ายค่าคอมมิชชั่น จ่ายพนักงานในบริษัท จ่ายค่าบริหารให้กับผู้บริหาร จ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้น มันก็เหมือนเอาเงินข้างล่างมาจ่ายข้างบน ถ้าคิดแบบนี้ ทุกธุรกิจก็ถูกเรียกว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ก็ได้มั้ง แต่มันไม่ใช่ เพราะโครงสร้างมันถูกต้อง ทุกคนยอมรับ ไม่มีใครเรียกธุรกิจทั่วไปแบบนี้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ดังนั้น ถ้าธุรกิจ MLM ไหนเป็นแบบนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่
แชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในคราบธุรกิจ MLM ตามความคิดของผมนั้นคือ ธุรกิจ MLM ที่ไม่มีสินค้าอยู่จริง หรือเอาสิทธิประโยชน์บางอย่างมาบังหน้า (แล้วเรียกว่าสินค้า) แบบนี้..เมื่อคนสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ในระยะยาวไม่มีการบริโภค ไม่มีการซื้อสินค้าใช้ซ้ำ บริษัทจะไม่มีเงินกำไรส่วนต่างมาจ่ายเป็นผลประโยชน์ให้กับสมาชิกด้านบน ทางเดียวที่จะมีเงินมาจ่าย ก็คือต้องเอามาจาก “ค่าสมัครของคนใหม่” โดยใช้พื้นฐานหลักสถิติที่ว่า คนที่สมัครเข้ามา..ไม่ใช่ว่าทุกคนจะปฏิบัติหรือสร้างผลลัพธ์ให้ได้ตามเกณฑ์ที่จะได้รับผลตอบแทน ก็จะมีเงินเหลือจากคนกลุ่มนี้ (ส่วนใหญ่…ใหญ่มาก) เอาไปจ่ายให้กับคนที่ทำได้ตามเกณฑ์ได้ ธุรกิจชนิดนี้..ระยะยาวจะไปไม่รอด และเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ในความคิดของผม (ลองไปศึกษาแชร์น้ำมัน แชร์ข้าวสาร ในอดีตดูครับ)
วิธีที่ผมแยกแยะว่าธุรกิจ MLM ไหนเป็นธุรกิจที่ดี ธุรกิจไหนเป็นแชร์ลูกโซ่ ผมดูที่ flow การเคลื่อนไหลของเงิน ว่าเงินที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับคนข้างบน (ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ลงมือลงแรงประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด ปิดการขาย) นั้นมาจากไหน เป็นค่าอะไร และบริษัทมีรายได้ และกำไร มาจากไหนบ้าง
ผมจะดูอีกว่า ถ้าบริษัทนี้ หยุดการรับสมัครคนใหม่ ไม่มีสมาชิกใหม่ อะไรจะเกิดขึ้น ถึงตอนนั้น..มีสมาชิกที่ซื้อสินค้าใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่องไหม เติบโตไหม ถ้ามี..ก็อาจรอด ถ้ามีแต่ไม่มากพอ..หรือไม่มี..ก็ไม่รอด (อาจเป็นเพราะราคาสินค้าไม่เหมาะสมกับคุณภาพ ไม่มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ช่องทางการสั่งซื้อไม่สะดวก การส่งของล่าช้าสูญหาย ฯลฯ สารพันปัญหา)
ผมหวังว่าท่านที่ผ่านมาอ่านบทความนี้คงได้หลักวิธีคิด และมีสติมั่นคงในการแยกแยะนะครับ เราเคยได้ยินคำพังเพยที่ว่าความรักทำให้คนตาบอด ธุรกิจก็เช่นกัน หลายท่านที่อยากมีอิสรภาพทางเวลาและการเงิน หลายครั้งที่มีคนมากล่าวอ้างถึง “(ความเป็นไปได้ที่จะ)สร้างฐานะความร่ำรวยได้มากมายในระยะเวลาอันสั้นโดยใช้ความพยายามเพียงนิดเดียว คุ้นๆ ไหมครับ ข้อความในวงเล็บนั่นก็ไม่พูดด้วยนะ เชื่อผมนะครับว่ามันไม่มีจริง หรือมี..ก็น้อยมากพอๆ กับถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เลยทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น